เรื่องของเข็มขัดนิรภัย

พัฒนาการที่ผ่านมา

หลายสิบปีมาแล้วที่เข็มขัดนิรภัยถูกนำมาใช้ในรถยนต์ และช่วยชีวิตคนจากอุบัติเหตุมากมาย โดยเริ่มต้นจากแบบ 2 จุดคาดเอว-ยึดตายตัว พัฒนามาเป็นแบบ 3 จุด คาดเอว-พาดไหล่ทะแยงลำตัว-ยึดตายตัว ต่อมาประสบความสำเร็จในการพัฒนา และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ คือ แบบ 3 จุดที่มีตัวรอกม้วนแบบกลไก คลายตัวได้ตอนปกติ เพื่อไม่ให้อึดอัด ล็อกตัวเมื่อเกิดแรงกระแทกหรือเบรกแรงๆ และหดตัวกลับเมื่อปลด ในด้านจำนวนในการติดตั้งก็มีความเปลี่ยนแปลง จากเดิมมีเฉพาะคู่หน้า ก็เพิ่มสำหรับผู้โดยสารด้านหลังด้วย และจากเดิมที่เป็นแบบมีรอกม้วนเฉพาะด้านหน้า ด้านหลังแบบ 3 จุด-ยึดตายตัวแค่ 2 ที่นั่งริมนอก ส่วนที่นั่งกลางเป็นแบบคาดเอว 2 จุด
ระยะหลังมานี้เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมาตรฐานไปแล้ว ที่อย่างน้อยรถยนต์นั่ง จะมีเข็มขัดนิรภัย 3 จุดแบบมีรอก 4 ที่นั่ง + 2 จุดสำหรับที่นั่งกลาง ด้านหลัง และถ้าเป็นรถยนต์รุ่นที่มีราคาแพงหรือขนาดใหญ่สักหน่อย ก็จะเป็น 3 จุดมีรอกครบ 5 ที่นั่ง หากเป็นมินิแวนก็ครบทุกที่นั่ง

สื่อมวลชน / การร่ำลือ ทำให้มองในแง่ลบ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หากคนคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วตายหรือบาดเจ็บ การเสนอข่าวที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้ผู้คนมองเข็มขัดนิรภัยในแง่ลบ เช่น รถยนต์ตกน้ำ ไฟไหม้ หรือชนแล้วไม่ตาย แต่กระดูกหักเพราะการรั้งของเข็มขัดนิรภัย ผู้คนที่รับทราบโดยผิวเผินแล้วไม่คิดให้รอบคอบ ก็จะมองว่าเพราะคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วจึงตาย หรือบางคนคิดเลยเถิดมั่วๆ ไปเลยว่า ถ้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัยก็คงไม่ตาย ไม่มองว่าเป็นเพราะขาดสติในการปลดล็อก หรือถ้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัยแล้วแทนที่จะบาดเจ็บเพราะการรั้ง ก็อาจจะถึงตายได้ เข็มขัดนิรภัยเส้นแคบ พาดผ่านไหลและลำตัว หากรถยนต์ชนอย่างแรง แถบแคบๆ ของเข็มขัดนิรภัยก็จะรั้งไม่ให้ร่างกายเซไปด้านหน้า และอาจส่งผลให้บาดเจ็บจากการรั้ง ทั้งช้ำในหรือถึงขั้นกระดูกหักได้

ในความเป็นจริง ไม่ควรกลัวการบาดเจ็บจากการรั้งของแถบเข็มขัดนิรภัย เพราะให้คิดอีกแง่ว่า ถ้าไม่รั้งไว้ ก็ต้องพุ่งไปด้านหน้าหรือกระเด็นไปตามแรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้น
อนาคตอาจมีการเพิ่มความกว้างของแถบเข็มขัดนิรภัย ตามที่วงการรถแข่งเริ่มทยอยเปลี่ยนแปลงเป็นแถบกว้างขึ้น เพื่อลดการบาดเจ็บจากการรั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

พัฒนาการอันทันสมัยรั้งกลับเมื่อชน / รั้งกลับล่วงหน้า

เข็มขัดนิรภัยแบบพิเศษ ไม่ใช่แค่มีรอกที่จะล็อกตัวเมื่อเกิดแรงกระแทก หรือเบรกแรงๆ เริ่มมีใช้ในรถยนต์ราคาแพงมากว่า 10 ปีแล้ว มีการแพร่หลายเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เพราะเข็มขัดนิรภัยแบบรอกกลไกพื้นฐาน ก็สามารถใช้งานได้ดีพอสมควร และแบบพิเศษล้วนมีต้นทุนแพง
ในระยะ 5 ปีหลังมานี้เอง ที่มีความแพร่หลายมากขึ้นมาก เพราะสามารถทำต้นทุนให้ต่ำลง แต่ก็ยังมีใช้ในรถยนต์ราคาแพงเป็นหลัก มีกระจายมาในรถยนต์ราคาปานกลางมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากขึ้นบ้างเท่านั้น

วัตถุประสงค์หลักของการพัฒนา คือ ต้องการให้มีความฉับไวในการฉุดรั้ง ให้ร่างการเซออกมาน้อยที่สุด หรือไม่เซออกมาเลย ลดโอกาสไปกระแทกกับอุปกรณ์ใดๆ และลดการบาดเจ็บจากการถูกกระชากโดยเข็มขัดนิรภัย
- รั้งกลับเมื่อชน
เรียกกันในสารพัดชื่อ เช่น เข็มขัดนิรภัยรั้งกลับอัตโนมัติ ฯลฯ
จะทำงานเมื่อเกิดแรงกระแทกถึงกำหนดเท่านั้น ทำงานร่วมกับอุปกรณ์วัด แรงกระแทก และตัวรอกเองก็มีระบบพิเศษ เช่นไฟฟ้าหรือชนวนสร้างแรงดึง ปกติแล้วจะคลายตัวได้เพื่อไม่ให้อึดอัด หากเกิดแรงกระแทกถึงกำหนด ระบบจะสั่งงานให้รอกม้วนตัวกลับอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงเศษส่วนของวินาที เพื่อให้ร่างกายแนบกับเบาะที่สุด เมื่อทำงานแล้วชุดรอกจะเสียเลย ต้องเปลี่ยนชุดใหม่ มีใช้ในรถยนต์ราคาแพงหลายรุ่นมานานหลายปีแล้ว
- รั้งกลับล่วงหน้า
เป็นพัฒนาการอีกแนวทางหนึ่ง โดยใช้รอกแบบไฟฟ้า ที่มีการสั่งงานโดยรับข้อมูลมาจากหลายเซ็นเซอร์ ไม่ใช่แค่เซ็นเซอร์วัดแรงกระแทก
การทำงานจะมีการดึงเข็มขัดนิรภัยให้ม้วนกลับเบาๆ เมื่อมีสภาพการขับแปลกๆ เช่น หากจอด ขับทางตรง เข้าโค้งหมุนพวงมาลัยด้วยความเร็วปกติ เข็มขัดนิรภัยก็จะคลายตัวหากต้องการขยับตัว เพื่อไม่ให้เกิดความอึดอัด เมื่อไรที่ขับไม่ปกติ เช่น เลี้ยวเร็วเพื่อหลบสิ่งกีดขวาง (คล้ายขับสลาลอม) เข้าโค้งโดยหมุนพวงมาลัยเร็ว ระบบก็จะสั่งให้รอกม้วนตัวรั้งเข็มขัดนิรภัยกลับเบาๆ ให้แนบกับลำตัวคน เสมือนเตรียมพร้อมในขั้นแรก หากเกิดการชนก็จะรั้งอย่างรวดเร็วและแน่นขึ้น ร่างกายคนก็จะแนบอยู่กับเบาะ เกิดแรงกระชากด้วยตัวเข็มขัดน้อยกว่า เพราะกลายเป็นแรงดึงที่เกิดขึ้นล่วงหน้า เข็มขัดนิรภัยแบบรั้งกลับล่วงหน้า มีการรั้งเบาๆ เตรียมพร้อมที่จะรั้งกลับให้แน่นเมื่อเกิดการชน นับเป็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เพิ่มความปลอดภัยภายหลังการชนได้ดีมาก แต่มีใช้ในรถยนต์ราคาแพงเป็นหลัก จะแพร่หลายอย่างช้าๆ เพราะมีต้นทุนสูงและมีความซับซ้อนในการทำงานมาก ดังนั้นในรถยนต์ทั่วไปก็คงจะนิยมใช้แบบพื้นฐานรอกกลไกไปอีกหลายปี

การใช้งานไม่ซับซ้อน

ไม่ว่ารถยนต์คันนั้นจะใช้เข็มขัดนิรภัยแบบใด ก็ไม่มีความซับซ้อนในการใช้งาน ทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ว่าจะนั่งหน้าหรือนั่งหลัง และคาดให้เรียบร้อยก่อนรถยนต์เคลื่อนที่ในครั้งแรก และไม่ปลดเข็มขัดนิรภัยล่วงหน้าก่อนรถยนต์หยุดสนิทอย่างปลอดภัย
ความประมาทของคนไทยที่พบบ่อย คือ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อขับในเมืองหรือการจราจรคับคั่ง เพราะคิดไปเองว่าขับช้า ใช้ความเร็วเป็นตัวตัดสินว่าควรคาดหรือไม่ หรือคนนั่งหลังไม่คาด เพราะคิดว่าไม่มีพวงมาลัยให้เสี่ยงต่อการกระแทก หรือมีพนักพิงของเบาะหน้าที่ไม่แข็งมาก

ความปลอดภัยเป็นเรื่องง่าย หากไม่ประมาท และคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งตลอดการเดินทาง


วรพล สิงห์เขียวพงษ์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


Rodthai.com Copyright © 2000. All rights reserved.